มินิ (Mini)เตรียมทวงบัลลังก์รถยนต์ขนาดเล็กคืน

ถ้าพูดถึงรถยนต์ขนาดเล็กในระดับหรูหราและมีความคลาสสิคทุกคนจะนึกถึงรถยนต์จากค่ายมินิเป็นค่ายแรก ๆแต่ในช่วงหลังมานี้รถยนต์จากค่ายมินิ ไม่ค่อยจะมีรถยนต์ขนาดเล็กออกมาซักเท่าไร ทำให้ตลาดรถยนต์ขนาดเล็กตกไปอยู่ในมือของค่ายรถยนต์สมาร์ท (Smart)ซึ่งเป็นค่ายรถยนต์ในเครือของเบนซ์หรือชื่อในวงการก็คือค่ายเดมเลอร์ (Daimler) นั่นเอง

dda

จากสาเหตุดังกล่าวทำให้รถยนต์สมาร์ทเป็นรถยนต์ขนาดเล็กที่ไม่มีคู่แข่งทางการตลาด แต่ค่ายรถยนต์มินิซึ่งเป็นค่ายรถยนต์ในเครือของบีเอ็มดับเบิลยู(BMW) ได้ออกมาประกาศก่อนหน้านี้แล้วว่าจะมาทวงบัลลังก์ความยิ่งใหญ่ในตลาดรถยนต์ขนาดเล็กให้ได้ ด้วยการทำสัญญาร่วมมือกับทางโตโยต้าค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่จากแดนปลาดิบ ให้ร่วมกันพัฒนารถยนต์ขนาดเล็กที่มีชื่อว่า มินิ ไมเนอร์ (Mini Minor) ซึ่งรถยนต์รุ่นนี้ก็มีความเคลื่อนไหวและข่าวคราวออกมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดข่าวก็ออกมาว่ารถยนต์รุ่นนี้จะเปิดตัวในงานเจนีวา มอเตอร์โชว์ (Geneva Motor Show 2015) ที่จะจัดขึ้นในช่วงต้นเดือนมีนาคมนี้

คลิปรถยนต์สมาร์ท ฟอร์โฟร์ (Smart ForFour)

มินิ ไมเนอร์ (Mini Minor) คันนี้ได้มีการพัฒนาทุกอย่างใหม่หมด ตั้งแต่โครงสร้างของรถยนต์ที่จะต้องมีขนาดเล็กกระทัดรัดในการใช้งาน โดยโครงสร้างรถยนต์ขนาดเล็กที่ร่วมมือกับทางโตโยต้าพัฒนาขึ้นมานั้นจะมีความยาวไม่เกิน 3.45 เมตร เพื่อให้สู้กับรถยนต์ขนาดเล็กของค่ายคู่แข่งได้ที่มีรถยนต์ สมาร์ท ฟอร์โฟร์ (Smart ForFour)ที่มีความยาวเพียง2.69 เมตร กว้าง 1.66 เมตร สูง 1.55 เมตร และฐานล้อยาว 1,873 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นรถยนต์ที่เล็กมาก สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือเรื่องของดีไซน์ที่จะต้องโดนใจลูกค้าด้วย รถยนต์ มินิ ไมเนอร์ (Mini Minor) ได้พัฒนาดีไซน์มาจากมินิ ร็อกเก็ตแมน (Mini Rocketman) ที่เป็นรถยนต์ 5 ประตูขนาดเล็ก  โดยโครงสร้างขนาดเล็กที่พัฒนากับทางโตโยต้าก็จะเป็นโครงสร้างของรถยนต์ขนาดเล็กของทางโตโยต้ารุ่นใหม่ที่จะมาแทน โตโยต้า ไอคิว (Toyota iQ)เหมือนกัน

https://www.youtube.com/watch?v=OQ_AHhg11y8

คลิปรถยนต์มินิ ไมเนอร์ (Mini Minor)

แม้ว่าพักหลังจะมีข่าวออกมาว่าค่ายมินิ จะหยุดการผลิตรถยนต์ขนาดเล็กบ้างรุ่นที่ไม่สามารถทำกำไรได้เท่าที่ควรลง แต่สำหรับรถยนต์มินิ ไมเนอร์ (Mini Minor) เหมือนกับเป็นความหวังที่จะทำให้มินิกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง โดยทางมินิเองได้ตั้งราคาของรถยนต์รุ่นนี้ไว้ประมาณ12,500 – 13,500 ยูโร ถ้าคิดเป็นเงินไทยก็ตกอยู่ 460,000 –500,000 บาท จากฐานราคาถือว่าน่าสนใจอย่างมาก และจะเริ่มจำหน่ายอย่างเร็วในปี 2018

Related Posts

Leave A Comment